สงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบกับไทยอย่างไร?
การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ก่อให้เกิดวิกฤตร้ายแรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการหยุดชะงักที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อการค้าทางทะเล การขนส่งทางอากาศ และอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก
- หลายๆองค์กรที่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจึงเริ่มตั้งคำถามสำคัญๆ เช่น
การปิดช่องแคบเฮอร์มุซนั้น จะส่งผลกระทบอย่างไรกับไทย? - มีสินค้าประเภทไหนบ้างที่ไทยรับมาจากช่องแคบนี้?
- แล้วองค์กรต่างๆที่มีการพึ่งพาซัพพลายจากช่องแคบจะปรับตัวกับวิกฤตนี้อย่างไร?
มี อะไรเสียหาย ไปแล้วบ้างจากการโจมตี?
โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและก๊าซ
แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก South Pars / North Field ของอิหร่านและกาตาร์ถูกโจมตี รวมถึงท่าเรือส่งออก LNG Ras Laffan ของกาตาร์ (ใหญ่ที่สุดในโลก) ต้องหยุดบางส่วน
ทำให้การส่งออก LNG ทั่วโลกหายไปประมาณ 20% โดยการซ่อมแซมคาดว่าจะใช้เวลาตั้งแต่ 3–5 ปี การโจมตีส่งผลให้การส่งออก LNG จากกาตาร์ลดลงและราคาซื้อขาย LNG spot ในเอเชียพุ่งทะยานกว่า 50-120%
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย
โครงการ Sadara Chemical Complex ที่เมืองจูเบล (ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการผลิตแบบ เฟสเดียว)ทั้ง 26 หน่วยการผลิตหยุดทำงานทั้งหมด ส่งผลให้ผลผลิตสารเคมีหายไปจากตลาดโลกประมาณ 3 ล้านตันต่อปี
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่
Polyethylene (PE)
Polypropylene (PP)
Ethylene glycol
สารเคมี intermediates อื่นๆ
ความเสียหายต่อโรงกลั่นของประเทศในภูมิภาค GCC
โรงกลั่นในหลายประเทศตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบตั้งต้นขาดแคลน โรงกลั่นในเอเชียต้องลดการผลิต และเกาะ Kharg ที่รับผิดชอบการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 90%
สรุปพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม (ข้อมูลเดือนมีนาคม)
- ท่าเรือส่งออกน้ำมัน Al Basra การส่งออกถูกจำกัด
- โรงกลั่นน้ำมันของคูเวต ถูกโจมตีด้วยโดรน วันที่ 19 มีนาคม
- ท่าเรือและโรงกลั่น Ras Tanura ถูกโจมตีด้วยโดรน วันที่ 2 มีนาคม เริ่มฟื้นฟูแล้ว
- ท่อส่งน้ำมัน East‑West ยังดำเนินการได้; Yanbu ถูกโจมตี
- ท่าเรือก๊าซ Ras Laffan ถูกโจมตี วันที่ 2 และ 18 มีนาคม
- ท่าเรือน้ำมัน Fujairah การดำเนินงานถูกรบกวนจากการสู้รบ
- เกาะ Kharg จุดส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ถูกโจมตี วันที่ 13 มีนาคม
- แหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน สิ่งอำนวยความสะดวกถูกโจมตีวันที่ 18 มีนาคม
- ท่าเรือส่งออก Jask ของอิหร่าน ยังดำเนินการได้
ช่องทางการเดินเรือที่หยุดชะงักจากการปิดช่องแคบ
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง 90–95% เรือหลายลำไม่สามารถเข้าไปยังท่าเรือในอ่าวได้ แม้โรงงานยังคงสภาพสมบูรณ์ มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 70 ลำจอดรออยู่เฉย ๆ ในเอเชีย การปิดช่องทางเดินเรือส่งผลให้การผลิตต้นน้ำต้องหยุดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เก็บและการขาดแคลนวัตถุดิบ
การปิดช่องแคบเฮอร์มุซและช่องทางการเดินเรือเกือบทั้งหมด ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและซัพพลายเชนทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีระดับกการพึ่งพาด้านพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง
(สรุป) มีสินค้าอะไรบ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม?
กว่า 90% ของการส่งออกที่ผ่านช่องแคบเฮอร์มุซถูกส่งไปยังเอเชีย โดยอินเดียและจีนเพียงสองประเทศคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสททั้งหมด รวมถึง 40% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว ขณะที่ยุโรปเป็นผู้ซื้อหลักของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป โดยซื้อหนึ่งในสามของการส่งออกดีเซลและเชื้อเพลิงเครื่องบินทั้งหมด
จากรายงานของ J.P. Morgan Commodities Research ปี 2026 พบว่า ผลกระทบจากการขาดแคลนเริ่มเห็นชัดเจนที่สุดในประเทศเอเชียที่มีรายได้น้อย ซึ่งการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้ลดลงถึง 35%
ในขณะที่สื่อกระแสหลักให้ความสำคัญกับราคาและตัวเลขการสำรองน้ำมันในประเทศ ไทยมีตัวเลขการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียมากกว่า 50% จากช่องแคบเฮอร์มุซ ในขณะที่มีปริมานการสำรองปุ๋ยแค่เพียง 1 เดือนโดยประมาน
หากเราพิจารณาประเภทสินค้าและการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆแล้ว ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าหากวิกฤตนี้ยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ จะส่งผลต่อประเทศไทยขนาดไหน
ผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของไทย มีอะไรบ้าง?
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงใน 3 มิติหลัก ด้าน
ด้านพลังงาน
ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 50% และ LNG ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นราว 30% ของการบริโภค โดยก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยถึง 50–66% และการนำเข้าพลังงานคิดเป็น 7–8% ของ GDP ส่งผลให้ต้นทุนการจัดหา LNG พุ่งสูงขึ้นราว 125% สร้างแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และต้นทุนไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม
ด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเล
เรือสัญชาติไทยถูกโจมตีแล้ว เบี้ยประกันภัยสินค้าพุ่งสูงขึ้น ค่าระวางเรือผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมผ่านทะเลแดงและแอฟริกา โดยรัฐบาลไทยได้ตอบสนองด้วยมาตรการควบคุมเชื้อเพลิงฉุกเฉิน การใช้น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (ประมาณ 61 วัน) และการเจรจาทางการทูตกับอิหร่านเรื่องการขนส่งผ่านช่องแคบ
ด้านอุตสาหกรรมและการผลิต
ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ปิโตรเคมีและพลาสติก ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปอาหารและปุ๋ย โลจิสติกส์และการบิน รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ซึ่งล้วนพึ่งพาวัตถุดิบที่ไหลผ่านช่องแคบ ไม่ว่าจะเป็นแนฟทา LPG เมทานอล และเม็ดพลาสติก PP/PE ผลกระทบจึงเป็นลูกโซ่ตามลำดับ:
พลังงาน → วัตถุดิบ → การผลิต → ราคาสินค้าผู้บริโภค
ปริมานน้ำมันสำรองในประเทศและการนำเข้าปุ๋ยสำหรับการเกษตร
ประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศได้ 38 วัน เมื่อรวมกับน้ำมันดิบอีก 1,746 ล้านลิตรที่อยู่ระหว่างการขนส่งในเรือบรรทุกซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วและกำลังมุ่งหน้ามายังประเทศไทย รวมถึงน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นอีก 1,124 ล้านลิตร รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้น 6,795 ล้านลิตร ซึ่งจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศได้ประมาณ 61 วัน อย่างไรก็ตาม มาตรการรับมือที่มีอยู่ในปัจจุบันมุ่งเน้นเฉพาะการสำรองน้ำมันเท่านั้น ในขณะที่ปัญหาการเข้าถึง ปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมนั้นยังถูกมองข้ามอย่างมาก
ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและยูเรียจากตะวันออกกลาง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ) มากกว่า 50% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงและมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ในขณะที่ไทยมีการสำรองปุ๋ยเพียงประมาณ 1 เดือน หากการนำเข้ายังไม่กลับม ราคาปุ๋ยจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตและรายได้เกษตรกรที่ลดลง
ธุรกิจและองค์กร จะเอาตัวรอด จากวิกฤตนี้อย่างไร?
ความต่อเนื่องทางธุรกิจในวิกฤตระยะยาว
การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจจะไม่ใช่เหตุหยุดชะงักระยะสั้น แต่เป็นภาวะวิกฤตที่ยืดเยื้อหลายไตรมาส ซึ่งการตัดสินใจของผู้บริหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ องค์กรต่างๆควรเริ่มตั้งคำถามสำคัญเหล่านี้อย่างเร่งด่วน
- อะไรคือสินค้า บริการและกิจกรรมที่สำคัญต่อองค์กร? กิจกรรมเหล่านั้นสามารถหยุดดำเนินการได้นานแค่ไหน
- การทำ Supply Chain Mapping เราพึ่งพาซัพพลายอะไรบ้างที่เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซ ใครเป็นซัพพลายเออร์หลัก?
- องค์กรมีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) หรือไม่? แล้วแผนเหล่านั้นยังสอดคล้องและใช้ได้จริงกับบริบทปัจจุบันหรือเปล่า?
การระบุสินค้า บริการและกิจกรรมสำคัญขององค์กร
สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจหรือ Business Impact Analysis (BIA) เพื่อตอบคำถามสำคัญๆที่ส่งผลต่อความอยู่รอดเมื่อองค์กรเริ่มได้รับผลกระทบจากสงคราม และการหยุดชะงักของซัพพลายเชน เช่น ลำดับสินค้าและกิจกรรมสำคัญที่ต้องฟื้นฟู่ก่อน-หลัง เป้าหมายระยะเวลาฟื้นฟู (RTO) หรือระยะเวลาสูงสุดที่องค์กรสามารถทนการหยุดชะงักได้ (MTPD)
การระบุระดับการพึ่งพาและการทำ Supply Chain Mapping
การระบุระดับการพึ่งพาและการทำ Supply chain mapping เป็นกระบวนการที่นิยมทำควบคู่ไปกับการทำ BIA และเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ ข้อกำหนดด้านความต้องการทางทรัพยากรสำหรับกิจกรรมสำคัญจะทำให้เราทราบว่า ทรัพยากรอะไรสำคัญ? ซัพพลายเออร์เจ้าไหนสำคัญ? และจะวางแผนรับมืออย่างไร สามารถอ่านเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนต่อได้ที่นี่
กลยุทธ์ด้านความต่อเนื่องและการทำแผน BCP
การมีกลยุทธ์ด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Strategy) และแผน BCP ที่ดี จะช่วยให้องค์กร “อยู่รอดและปรับตัวได้” ในวิกฤตความขัดแย้งระดับภูมิรัฐศาสตร์อย่างกรณีสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ได้ในหลายมิติ ดังนี้
- ลดผลกระทบจากการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อ เพราะสามารถจัดลำดับการฟื้นฟูกิจกรรมสำคัญได้จากผลลัพธ์ของ BIA
- มองเห็นความเสี่ยงเชิงระบบในซัพพลายเชน การมี Supply Chain Mapping ภายใต้ BCP จะช่วยให้องค์กรมองเห็นระดับการพึ่งพาซัพพลายเออร์ รู้ว่าเจ้าไหนมีความเสี่ยงและเตรียมแผนสำรองได้อย่างเหมาะสม
- สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในภาวะไม่แน่นอน BCP ที่อัพเดทให้เป็นปัจจุบันช่วยให้ สามารถตัดสินใจบนฐานความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และช่วยให้องค์กรสื่อสารออกมาเป็นทางเดียวกัน
- รักษาความเชื่อมั่นลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากการแสดงความพร้อมในการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤต
ปรึกษาเรื่องความต่อเนื่องทางธุรกิจกับ InterRisk Asia
ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานและซัพพลายเชนทั่วโลก บทความนี้พาผู้อ่านทำความเข้าใจถึงผลกระทบจากวิกฤตนี้ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลทั่วโลกเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีระดับการพึ่งพาด้านพลังงานและปุ๋ยที่ผ่านช่องแคบเฮอร์มุซค่อนข้างสูง รวมถึงแนะนำแนวทางเพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจากภาวะวิกฤตได้ในระยะยาว
หากคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยออกแบบและดำเนินการ Business Continuity Service ทีมงานของเราพร้อมเป็นพันธมิตรในการสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงให้ธุรกิจคุณ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ธุรกิจของคุณก็ยังเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง
ทีมที่ปรึกษามีประสบการณ์ด้าน BCMS โดยตรง
การออกแบบแผนที่ปรับตามบริบทของแต่ละธุรกิจ
โซลูชันที่ใช้ได้จริง ครบวงจร และพร้อมดำเนินการ