แนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจในปี 2026 มีอะไรบ้าง?
จากบทความก่อนๆที่เราได้แนะนำความเสี่ยงทางธุรกิจและองค์กรไปแล้ว ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และจะจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างไร? ในบทความนี้เราจึงพาผู้อ่านมาอัพเดทแนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจในปี 2026 ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถกลับไปทบทวนความเสี่ยงองค์กรและวางแผนรับมือได้ในอนาคต
แนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจในปี 2026
จากรายงาน BCI Horizon Scan Report 2025 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในทุกภาคส่วนทั่วโลก พบว่าในปี 2026 มีความเสี่ยงธุรกิจหยุดชะงักหลักที่ต้องจับตาอยู่ 5 ประเภท ดังนี้
การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attacks)
จากผลสำรวจพบว่า การโจมตีทางไซเบอร์ยังคงคงเป็นความเสี่ยงองค์กรอันดับหนึ่งในปี 2026 เนื่องจากความถี่และความซับซ้อนของการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ AI ในการสร้างภัยคุกคามที่ยากต่อการตรวจจับ ทำให้แม้องค์กรจะมีมาตรการป้องกันที่ดี แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงนี้ยังเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและชื่อเสียง จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการเสริมความยืดหยุ่นและแผนรับมืออย่างรัดกุม เช่นการทำแผน BCP เป็นต้น ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันทางไซเบอร์ได้ที่นี่
สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Events)
เป็นอีกหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เช่น พายุ น้ำท่วม และภัยแล้ง ล้วนส่งผลและเพิ่มความเสี่ยงธุรกิจหยุดชะงักต่อโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และซัพพลายเชนทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ช่วงพฤศจิกายนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายมหาศาลแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่มความไม่แน่นอนทางธุรกิจและต้นทุนในการฟื้นฟู ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและวางแผนรับมืออย่างยืดหยุ่นเพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ
การหยุดชะงักของระบบไอทีและเครือข่ายสื่อสาร (IT and Telecom Outage)
การหยุดชะงักของระบบไอทีและเครือข่ายโทรคมนาคมยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญปี 2026 เนื่องจากองค์กรพึ่งพาระบบดิจิทัลและการสื่อสารแบบเรียลไทม์มากขึ้น ความขัดข้องเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ทันที ปัจจัยเสี่ยงมาจากความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การโจมตีทางไซเบอร์ และการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก
การหยุดชะงักจากข้อมูลรั่วไหล (Data Breaches)
ความเสี่ยงจากข้อมูลรั่วไหลยังคงเป็นประเภทความเสี่ยงที่ติดอันดับต้นๆ เพราะปริมาณข้อมูลที่องค์กรจัดเก็บและแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานแบบดิจิทัลและการใช้คลาวด์ ทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมีมากขึ้น ขณะเดียวกันเทคนิคการโจมตีและการขโมยข้อมูลก็ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI ในการเจาะระบบหรือสร้างมัลแวร์ที่เลี่ยงการตรวจจับได้ง่าย ผลกระทบจากการรั่วไหลของข้อมูลไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้าและชื่อเสียงองค์กร จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
การหยุดชะงักของผู้ให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Third party and Critical Infrastructure)
การหยุดชะงักของผู้ให้บริการภายนอกและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังเป็นอีกหนึ่งประเภทความเสี่ยงที่ได้รับความสนใจ ในปี 2026 เนื่องจากองค์กรทั่วโลกเพิ่มระดับการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกมากขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และพลังงาน เมื่อเกิดการหยุดชะงักจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการดำเนินธุรกิจ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้องค์กรต้องตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาและวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างรัดกุม
จะวิเคราะห์ แนวโน้มความเสี่ยง เหล่านี้ในองค์กรเองได้อย่างไรบ้าง?
หลังจากเราดูภาพรวมความเสี่ยงในปี 2026 ไปแล้ว หลายๆท่านอาจเกิดคำถามว่า แล้วเราจะวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจเองในองค์กรได้อย่างไรบ้าง? คำตอบคือการทำระบบ Long‑Term Trend Analysis โดยใช้เครื่องมือต่างๆในการช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ดังต่อไปนี้
การประเมินความเสี่ยงในองค์กร (Internal Risk Assessment)
คือกระบวนการที่องค์กรใช้ “ข้อมูลภายในองค์กร” เช่น ประวัติการเกิดเหตุ ผลการตรวจออดิท, ผลการทดสอบแผน BCP/DRP และความเห็นจากพนักงาน มาวิเคราะห์ว่าความเสี่ยงใดกำลังส่งผลต่อการดำเนินงานจริง โดยรายงาน BCI ระบุว่านี่เป็นเครื่องมือที่องค์กรใช้มากที่สุด (87.2%) เพราะช่วยให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น อุบัติเหตุด้านความปลอดภัย ระบบไอทีล่ม หรือปัญหาจาก ผู้ให้บริการภายนอก ก่อนที่จะลุกลามไปเป็นวิกฤตใหญ่
รายงานความเสี่ยง (External Reports & Industry Insight )
คือเครื่องมือที่องค์กรใช้เพื่อ “มองออกไปนอกกำแพงองค์กร” เพื่อเข้าใจแนวโน้มความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นในระดับอุตสาหกรรมและระดับโลก โดยรายงานจาก BCI ระบุว่าองค์กรกว่า 75.2% ใช้ข้อมูลประเภทนี้ในการทำ trend analysis เพราะช่วยให้เห็นภัยคุกคามที่อาจยังไม่เกิดขึ้นกับองค์กรตนเอง แต่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจอื่น เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ สภาพภูมิอากาศสุดแบบขั้ว การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ หรือปัญหาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคต่าง ๆ
งานสัมนาและอีเว้นท์ (Industry Events & Conferences)
งานสัมมนาและอีเว้นท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมจะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ล่าสุด ฟังบทเรียนจากองค์กรอื่นที่เผชิญเหตุการณ์จริง รวมถึงรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในอุตสาหกรรม การเข้าร่วมงานเหล่านี้จึงเป็น “ทางลัด” ให้ทีมที่บริหารจัดการความเสี่ยงได้รู้เทรนด์ใหม่ก่อนที่มันจะเข้าสู่องค์กร
การติดตามโซเชียลมีเดีย (Social Media Monitoring)
การติดตามข่าวสาร กระแสความเสี่ยง และสัญญาณเตือนล่วงหน้าจากแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น X, Facebook, LinkedIn, และอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ประกอบการทำ horizon scanning ขององค์กร โซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการจับสัญญาณความเสี่ยงที่เร็วกว่าแหล่งข้อมูลทางการ เพราะเหตุการณ์หลายอย่างมัก “เริ่มต้นบนโซเชียลก่อนจะกลายเป็นข่าวหรือประกาศอย่างเป็นทางการ” เช่น การแจ้งเตือนระบบล่มจากผู้ให้บริการคลาวด์ การร้องเรียนลูกค้าจำนวนมาก การแจ้งเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ หรือกระแสความไม่พอใจที่อาจบานปลายเป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงองค์กร
ซอฟท์แวร์ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment Software)
Risk assessment software คือซอฟต์แวร์หรือระบบที่ช่วยองค์กร “ประเมิน จัดลำดับ และติดตามความเสี่ยง” อย่างเป็นระบบ โดยรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น ข้อมูลอุบัติการณ์ ผลลัพธ์การออดิท ข้อกำหนดจาก compliance หรือข้อมูลจาก threat intelligence เพื่อช่วยให้การวิเคราะห์ความเสี่ยงเป็นไปแบบมีโครงสร้างและลดงานที่ต้องทำด้วยมือ
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
เราควรสแกนความเสี่ยงอะไรบ้าง ขอบเขตควรเริ่มตรงไหน?
มักเป็นคำถามแรกๆที่มักเกิดขึ้นก่อนเสมอ เพราะองค์กรส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรรวมความเสี่ยงอะไรบ้างเวลาทำ Horizon Scanning อย่างไรก็ตามแต่ละองค์กรควรถามและตอบ 3 คำถามหลักด้านล่าง
- ประเภทความเสี่ยง เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ ภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และความเสี่ยงอื่นๆ
- ขอบเขตของความเสี่ยง ว่าครอบคลุมแค่ความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นภายในองค์กรหรือเทรนด์ความเสี่ยงจากภายนอกระดับโลกด้วย
- กรอบระยะเวลา ว่าควรมองในระยะสั้น 12 เดือนหรือมากกว่านั้น
เราควรใช้ข้อมูลอะไร และจะหาข้อมูลเหล่านั้นมาจากไหน?
เมื่อเริ่มสแกนความเสี่ยง คำถามที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรคือ “ข้อมูลเรามีพอไหม?” คำถามที่องค์กรควรตอบให้ได้ เช่น
- เราควรใช้ข้อมูลภายใน ภายนอก อะไรบ้าง เช่น บันทึกเหตุการณ์ ผลลัพธ์การออดิท ข้อมูลจากรีพอร์ทภายนอก ผลการทดสอบแผน ฯลฯ
- ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เช่น Risk assessment software การติดตาม social media
- ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูล
จะจัดลำดับความเสี่ยงอย่างไร ว่าอะไรสำคัญที่สุด?
เป็นคำถามที่จะเกิดขึ้นหลังเรากำหนดความเสี่ยงและขอบเขตที่จะวิเคราะห์แล้ว สิ่งที่องค์กรต้องตั้งคำถามก่อนจัดลำดับความเสี่ยงมีดังนี้
- เทคนิคในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ หรือ เชิงปริมาณ
- จะจัดลำดับความเสี่ยงตาม ความถี่ ความรุนแรง หรือทั้งคู่?
ความเสี่ยงทางธุรกิจ บริหารความเสี่ยงไปกับ InterRisk Asia
บทความนี้เราได้นำเสนอแนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจ ว่ามีประเภทความเสี่ยงไหนบ้างที่ติดอันดับในปี 2026 รวมถึงนำเสนอเครื่องมือที่องค์กรสามารถใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่นการประเมินความเสี่ยงภายใน ภายนอกผ่านรีพอร์ทในอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ซอฟท์แวร์ในการประเมินความเสี่ยง
หากองค์กรของท่านกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจหรือปัญหาด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจขององค์กร สามารถรับคำปรึกษาเบื้องต้นกับ InterRisk Asia ได้ฟรี!
InterRisk เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจชั้นนำในประเทศไทย ภายใต้เครือ MS&AD จากประเทศญี่ปุ่น
ทีมที่ปรึกษามีประสบการณ์ด้าน BCMS โดยตรง
การออกแบบแผนที่ปรับตามบริบทของแต่ละธุรกิจ
โซลูชันที่ใช้ได้จริง ครบวงจร และพร้อมดำเนินการ